MBA Gossip

  • ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ - ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวแบ่งออกเป็น 1ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได ้เป็นสิ่งที่เกิดมาเมื่อคุณลืมตามองโลก ปัจจัยเสี่ยงดั...
    9 ปีที่ผ่านมา
  • ขนมฝอยทอง - ไข่เป็ด 5 ฟอง ไข่ไก่ 5 ฟอง น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วยตวง น้ำลอยดอกมะลิ 1 1/2 ถ้วยตวง ไข่น้ำค้าง 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช 1 ช้อนชา กรวยทองเหลืองหรือกรวยใบตอง ...
    9 ปีที่ผ่านมา
  • เพื่อนแพง - พุทธศักราช 2476 นาข้าวชูรวงทองเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่งบ้านสร้าง อำเภอหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี เสียงควบขี่ไอ้เปลี่ยว ควายคู่ใจของ ไอ้ลอ (ศุกลวัฒน์ คณารศ...
    11 ปีที่ผ่านมา
Custom Search
วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

การกำหนดนโยบายเงินปันผลในทางปฏิบัติ

แบบจำลองการจ่ายเงินปันผลจากกำไรส่วนที่เหลือ

หมายถึงการจ่ายเงินปันผล จากกำไรส่วนที่เหลือจากการลงทุนในโครงการลงทุนที่คาดว่าจะทำในอนาคต

ตัวอย่างที่ 1

บริษัทมี D/A = 40% มีกำไรสุทธิ 100 ล้านบาท ต้องการทำโครงการ A มูลค่า 50 ล้านบาท
วิธีคิด โครงการ A ใช้เงินทุนส่วนของหนี้สิน 40% = 0.4x50 = 20 ล้านบาท
โครงการ A ใช้เงินทุนส่วนของเจ้าของ 60% = 0.6x50 = 30 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 100 ล้าน ลงทุน 30 ล้าน ดังนั้น จ่ายเงินปันผล = 100-30 = 70 ล้านบาท

ตัวอย่างที่ 2

บริษัทมี D/A = 40% มีกำไรสุทธิ 100 ล้านบาท ต้องการทำโครงการ A มูลค่า 200 ล้านบาท
วิธีคิด โครงการ A ใช้เงินทุนส่วนของหนี้สิน 40% = 0.4x50 = 80 ล้านบาท
โครงการ A ใช้เงินทุนส่วนของเจ้าของ 60% = 0.6x50 = 120 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 100 ล้าน ลงทุน 120 ล้าน ยังขาดอีก 20 ล้านบาท ต้องออกหุ้นสามัญเพิ่ม 20 ล้านบาท

ข้อดี

บริษัทไม่ต้องออกหุ้นสามัญใหม่และค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญน้อยที่สุด

ข้อเสีย

กรณีที่มีโครงการดีๆ มากเป็นแนวโน้มที่ดี แต่กลับ ไม่มีการจ่ายเงินปันผลและขายหุ้นสามัญเพิ่ม ทำให้เกิดสัญญาณที่ขัดแย้งกัน ทำให้ผู้ลงทุนบางกลุ่มไม่พอใจ

กำไร กระแสเงินสด และเงินปันผล

ในการจ่ายเงินปันผล ปัจจัยในเรื่อง กระแสเงินสด มีความสำคัญมากกว่า กำไร

กระบวนการจ่ายเงินปันผล

1. วันที่ประกาศจ่ายเงินปันผล
2. วันปิดสมุดพักโอนหุ้น
3. วันที่ผู้ซื้อหุ้นไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล - จะนับย้อนหลัง 4 วัน จากวันปิดสมุดพักโอนหุ้น เช่นปิดสมุด 12 ธันวาคม ผู้ที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 9 จะไม่มีสิทธิรับเงินปันผล
4. วันจ่ายเงินปันผล

การนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนใหม่

  • Open market
  • New stock

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อนโยบายเงินปันผล


  • ข้อจำกัดในการจ่ายเงนปันผล
  • โอกาสในการลงทุน
  • ต้นทุนของแหล่งเงินทุนที่หาได้
  • ผลกระทบของนโยบายเงินปันผลต่อ ks

อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate)

อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate) คือ จำนวนหน่วยของเงินสกุลหนึ่งซื้อเงินสกุลหนึ่งได้ 1 หน่วย

การกำหนดราคาโดยตรง

หมายถึง การซื้อเงินสกุลต่างประเทศ 1 หน่วย ต้องใช้เงินในประเทศกี่หน่วย เช่น THB 31.50/USD หมายถึง 31.50 บาท เท่ากับ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ

การกำหนดราคาโดยอ้อม

หมายถึง เงินสกุลในประเทศ 1 หน่วย ซื้อเงินต่างประเทศได้กี่หน่วย เช่น USD 0.0317/THB หมายถึง 1 บาท เท่ากับ 0.0317 ดอลล่าร์สหรัฐ

การแลกเปลี่ยนเงินตราข้ามสกุล

หมายถึงการหาอัตราแลกเปลี่ยนของเงิน 2 สกุล โดยมีเงินสกุลที่ 3 เป็นตัวกลาง เช่น
1.6549 USD = 1GBP
6.4483 FRF = 1 USD
1 GBP = 1.6549 USD x 6.4483 FRF/USD = 10.6713 FRF
หรือ 1 FRF = 1/10.6713 = 0.0937 GBP

Cross rate = Dollars/Pound x Frances/Dollar = Frances/Pound

1. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ 

  • หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง เดือนสิงหาคม 1971 ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
  • กำหนดเงิน USD ผูกติดกับทองคำและเงินสกุลอื่นๆและเงินสกุลอื่นๆ
  • มีปัญหาเพราะความต้องการเงินแต่ละสกุลเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากการค้าขาดดุลเกินดุล และการเคลื่อนย้ายเงินทุน
2. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว
  • อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นไปตามอุปสงค์และอุปทาน
  • อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ทำให้เกิด ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Risk)
  • IRR ของโครงการคืออัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนั้น
  • การคำนวณ IRR ใช้วิธีหาอัตราส่วนลด (อัตราผลตอบแทน) ที่ทำให้ NPV เท่ากับ 0
CF0 = CF1(1+IRR)1 +  CF2(1+IRR)2 + CF3(1+IRR)3 + ... + CFn(1+IRR)n

วิธีกดเครื่องคิดเลข

1. |CF|
2. |0| |ENTER| |DOWN| (ปีที่ 0)
3. |จำนวนเงิน| |ENTER| |DOWN| |DOWN| (ทำไปเรื่อยๆ สำหรับปีที่ 1,2,3,4...)
4. กด |IRR| |CPT| จะได้ IRR

การพิจารณาโครงการด้วย IRR

  • ต้องเลือกโครงการที่มี IRR สูงกว่าต้นทุนของเงินทุน
  • กรณีที่มีหลายโครงการ ต้องเลือกโครงการเดียว ให้เลือกโครงการที่ IRR สูงกว่า

เปรียบเทียบ NPV และ IRR

  • ผลของวิธี NPV ขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบแทนที่กำหนด (ทำให้ PV ของเงินในอนาคตเปลี่ยนแปลง) หากเปลี่ยนแปลงอัตราผลตอบแทน ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนแปลงได้
  • IRR คืออัตราส่วนลดที่ทำให้ NPV เท่ากับ 0 ผลของวิธี IRR จะไม่เปลี่ยนแปลง
  • หากเป็นโครงการที่อิสระต่อกัน เลือกได้หลายโครงการ สามารถเลือกโดยใช้ได้ทั้งสองวิธี
  • หากต้องเลือกโครงการใดโครงการหนึ่ง ให้เลือกวิธี NPV เพราะให้คำตอบได้ว่าผู้ลงทุนมั่งคั่งอย่างไร

วิธีอัตราผลตอบแทนของโครงการที่ปรับปรุงใหม่ (MIRR)

วิธีคิด
  1. วิธีนี้สมมติว่านำเงินผลตอบแทนที่ได้รับ ไปลงทุนต่อ จนถึงปีสุดท้าย โดยได้รับผลตอบแทนเท่ากับต้นทุนของเงินทุน
  2. นำผลที่คำนวณได้ตามข้อ 1 มารวมกันเป็นมูลค่า ณ ปีสุดท้าย เรียกว่า TV (Terminal Value)
  3. หาอัตราส่วนลดที่ทำให้ TV เท่ากับเงินลงทุนเริ่มแรกพอดี หมายความว่า ลงทุนไปปีแรก แล้วรอจนจบโครงการปีสุดท้ายจะได้เงินเท่ากับ TV จะต้องมีอัตราผลตอบแทนเป็นเท่าไหร่
ตัวอย่าง โครงการ S ระบะเวลาดำเนินการ 4 ปี ต้นทุนของเงินทุน 10%
ปีที่ กระแสเงินสด มูลค่าในปีสุดท้าย
0 -1000
1 500 500x(1+10%)3 = 665.50
2 400 400x(1+10%)2 = 484
3 300 300x(1+10%)1 = 330
4 100 100
Terminal Value (TV) 665.50+484+300 = 1579.50

กดเครื่องคิดเลข หา MIRR PV = -1000; FV = 1579.50; N = 4; CPT ; I/Y = 12.1% ตอบ

งบลงทุน

ระยะเวลาคืนทุน (PB)

PB = จำนวนปีก่อนคืนทุน + (กระแสเงินสดส่วนที่เหลือ/กระแสเงินสดทั้งปี)
เป็นการประเมินแบบง่ายๆ ว่า เมื่อใช้เงินลงทุนไปแล้วต้องใช้เวลากี่ปีจึงจะคืนทุน
เช่น ลงทุน 1000 บาท ได้ผลตอบแทนปีละ 200 บาท ระยะเวลาคืนทุนก็จะเท่ากับ 1000/200 = 5 ปี
ในกรณีที่เงินลงทุน มีเศษเหลือในปีสุดท้าย ให้ใช้การเทียบเป็นจำนวนเดือน
ตัวอย่าง
โครงการ S มีกระแสเงินสดดังนี้
ปีที่ 0 -1,000
ปีที่ 1 500
ปีที่ 2 400
ปีที่ 3 300
ปีที่ 4 100
จะเห็นว่า เมื่อสิ้นปีที่ 2 จะมีกระแสเงินสดรับ จากปีที่ 1 จำนวน 500 บาท และปีที่ 2 จำนวน 400 บาท รวม 900 บาท
ยังเหลือเศษอีก 1000-900 = 100 บาท

ในปีที่ 3 มีกระแสเงินสดรับ 300 บาท ในปีที่ 3 จึงใช้เวลาอีกเพียง 100/300 = 0.33 ปี

 วิธีแปลงเลขทศนิยมปี เป็นจำนวนเดือนเอาเศษคูณด้วย 12 จะได้จำนวนเดือน
0.33 x 12 = 3.96

ดังนั้น ระยะเวลาคืนทุน จึงเท่ากับ 2.33 ปี = 2 ปี 4 เดือน

ระยะเวลาคืนทุนโดยคิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน (DPB)เป็นการคิดระยะเวลาคืนทุน คล้ายกับ PB แต่ เราจะใช้ PV ของกระแสเงินสดในอนาคตในการคำนวณ

ใช้ต้นทุนของเงินทุน WACC = 10%
ตัวอย่าง กระแสเงินสดสุทธิโครงการ S

ปี  กระแสเงินสด
ปีที่ 0  -1000
ปีที่ 1  500
ปีที่ 2  400
ปีที่ 3  300
ปีที่ 4  100

คำนวณ PV แล้ว หาก DPB
ปี กระแสเงินสด PV บวกเลข
ปีที่ 0 -1000 -1000 -1000
ปีที่ 1 500 500/(1+0.1)1 = 454.55 -1000 + 454.55 = -545.45
ปีที่ 2 400 400/(1+0.1)2 = 330.58 -545.45 + 330.58 = -214.87
ปีที่ 3 300 300/(1+0.1)3 = 225.39 -214.87 + 225.39 = 10.52 <--- คืนทุนแล้ว !!
ปีที่ 4 100 100/(1+0.1)4 = 68.30
ปีที่ 3 เหลือเศษ 214.87 บาท กระแสเงินสดปีที่ 3 = 225.39 จำนวนเดือน = (214.87/225.39)x12 = 11 เดือน
ตอบ 2 ปี 11 เดือน 

กำไรสุทธิจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (NOPAT)

ความหมาย : กำไรที่บริษัทได้รับเมื่อไม่มีหนี้สิน และไม่มีสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ในการดำเนินงาน
ค่านี้บอกอะไร : ใช้พิจารณาผลการดำเนินงานของผู้บริหารและพนักงาน จากกำไรที่เกิดจากการดำเนินงานจริงๆ โดยไม่นำต้นทุนของเงินทุนมารวมด้วย
ข้อมูลเริ่มต้น : งบกำไรขาดทุน
สูตร : NOPAT = EBIT (1-Tax rate)
(EBIT = กำไรสุทธิก่อนดอกเบี้ยและภาษี)
วิธีจำสูตร : กำไรสุทธิก่อนดอกเบี้ยและภาษี มาหักส่วนที่เป็นภาษีออก

เงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ในการดำเนินงานสุทธิ Net operating working capital (NOWC)

ความหมาย : เงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ในการดำเนินงาน (operating working capital) หัก เจ้าหนี้และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
ค่านี้บอกอะไร : บอกเราว่าบริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนที่ใช้จ่ายได้จริงเท่าไหร่
ข้อมูลเริ่มต้น : งบดุล
สูตร : สินทรัพย์หมุนเวียน - หนีสินหมุนเวียนที่ไม่มีดอกเบี้ย
วิธีจำสูตร : เอาเฉพาะสินทรัพย์และหนี้สินระยะสั้นมาคิด

เงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ในการดำเนินงานทั้งสิ้น Total Operating Capital

ความหมาย : เงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ในการดำเนินงานทั้งหมด
ค่านี้บอกอะไร : บอกเราว่าบริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนทั้งหมดเท่าไหร่
ข้อมูลเริ่มต้น : งบดุล, NOWC
สูตร : NOWC + สินทรัพย์ถาวร

กระแสเงินสดสุทธิ Net cash Flow NCF

ความหมาย : กระแสเงินสดที่ได้รับจริง (หากเป็นกำไรสุทธิ จะมีการคิดค่าเสื่อมราคา)
ค่านี้บอกอะไร : บอกเราว่าบริษัทมีกระแสเงินสดที่เป็นเงินสดจริงๆเท่าไหร่
ข้อมูลเริ่มต้น : งบกระแสเงินสด
สูตร : NI + Dep , Ni - รายได้ที่ไม่เป็นเงินสด + ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด
วิธีจำสูตร : กำไรสุทธิ หักค่าเสื่อมราคา

กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน Operating Cash Flow (OCF)

ความหมาย : กระแสเงินสดที่ได้รับจริง (หากเป็นกำไรสุทธิ จะมีการคิดค่าเสื่อมราคา)
ข้อมูลเริ่มต้น : งบกระแสเงินสด
สูตร : NOPAT+ Dep
วิธีจำสูตร : NOPAT + ค่าเสื่อม

กระแสเงินสดอิสระ Free cash flow (FCF)

ความหมาย : กระแสเงินสดที่มีให้แก่ผู้ลงทุน หลังจากที่บริษัทได้ลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและกันเงินไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียนที่จำเป็นในการดำเนินงานแล้ว
ค่านี้บอกอะไร : เป็นเงินที่เหลือให้ผู้ลงทุน ใช้พิจารณามูลค่าหุ้นของกิจการ
ข้อมูลเริ่มต้น : งบกระแสเงินสด
สูตร : NOPAT- Net Investment in Operating Capital
วิธีจำสูตร : NOPAT หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

Economic Value Added (EVA)

ความหมาย : การเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นจากการบริหารงานในรอบปีที่ผ่านมา
ค่านี้บอกอะไร : ประสิทธิภาพของผู้บริหาร
ข้อมูลเริ่มต้น : งบกระแสเงินสด
สูตร 1 : NOPAT - ต้นทุนการดำเนินกิจการหลังหักภาษี
สูตร 2 : EBIT(1-อัตราภาษี) - [(Total investor - supplid operating capital)x(อัตราต้นทุนการดำเนินกิจการหลังหักภาษี)]

MVA


ความหมาย : ผลต่างระหว่างมูลค่าตามราคาตลาดในส่วนของเจ้าของกับเงินทุนที่จัดหามาจากผู้ลงทุน
ค่านี้บอกอะไร : ความมั่งคั่งของผู้ลงทุน
ข้อมูลเริ่มต้น : ราคาหุ้นในตลาด ,งบดุล
สูตร 1 : (ราคาหุ้นในตลาด x จำนวนหุ้น) - ส่วนของเจ้าของ
วิธีจำสูตร : เอามูลค่าบริษัทในตลาดหุ้น ลบ ส่วนของเจ้าของ ตามบัญชี
การคำนวณการกู้เงินแบบผ่อนชำระเป็นรายงวด คล้ายกับการคำนวณเงินรายงวดอื่นๆ แต่จะให้ความสนใจเรื่องยอดหนี้ค้างชำระ ณ สิ้นปีที่ยังผ่อนหนี้ไม่หมด
วิธีคิดให้กดเครื่องคิดเลข 2 ครั้ง โดยครั้งแรก คำนวณหาจำนวนเงินรายงวด(PMT)ก่อน แล้วจึงใช้ PMT ที่ได้ไปหา FV ณ สิ้นปีที่โจทย์กำหนด
ตัวอย่าง สมมติว่า ท่านวางแผนจะกู้เงิน 400,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี ระยะเวลาที่กู้ 6 ปี ให้คำรวณหายอดหนี้ค้างชำระ ณ สิ้นปีที่ 2
กดเครื่องคิดเลขครั้งแรก
PV = 400,000;
I/Y = 12;
N = 6;
FV = 0;
CPT; PMT=-97,290.29;
จะได้เงินชำระรายงวด 97,290.29 บาท
ต่อมา โจทย์ถามยอดหนี้ค้างชำระ ณ สิ้นปีที่ 2 (หา FV ที่ N=2)

กดเครื่องคิดเลขครั้งที่ 2
PV = 400,000;
I/Y = 12;
N = 2;
PMT=-97,290.29;
CPT; FV=295,504.59;
ตอบ 295,504.59 บาท
วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ (External Analysis)

สภาพแวดล้อมภายนอกประกอบด้วย สภาพแวดล้อมทั่วไปและสภาพแวดล้อมในการดำเนินงาน

* สภาพแวดล้อมทั่วไป (General Environment) เป็นสภาพแวดล้อมที่มีความสำคัญ แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับองค์การโดยตรงแต่เป็นสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป มีตัวแบบในการพิจารณา คือ PEST Environment ได้แก่
สภาพแวดล้อมด้านการเมือง (Political Environment –P)
สภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ (Economic Environment –E)
สภาพแวดล้อมด้านสังคม (Sociological Environment –S)
สภาพแวดล้อมด้านเทคโนโลยี (Technology Environment –T)


สภาพแวดล้อมทั่วไปสามารถส่งผลกระทบต่อองค์การได้ ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐออกกฎหมายที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ  ก็จะส่งผลดีต่อโอกาสในการดำเนินงานขององค์การ  หรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็วอาจส่งผลให้สินค้ามีความล้าสมัยอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

• สภาพแวดล้อมในการดำเนินงาน (Task Environment) ไมเคิล อี พอร์ตเตอร์ (Michael E.Poter ) ได้เสนอตัวแบบการวิเคราะห์สภาพการแข่งขัน  โดยใช้ตัวแบบที่ชื่อ The Five Compettive Force  ซึ่งจะทำให้เราทราบถึงสมรรถภาพคู่แข่งที่เข้ามาใหม่ ทราบความต้องการของลูกค้า  สามารถสร้างความร่วมมือกับผู้จัดส่งวัตถุดิบ  การระมัดระวังไม่ให้ลูกค้าหันไปให้ความสนใจสินค้าทดแทน  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นตัวแบบที่ช่วยในการวิเคราะห์คู่แข่งได้เป็นอย่างดี

• การวิเคราะห์คู่แข่งที่เข้ามาใหม่ (New Entrance) ผู้ที่เข้ามาใหม่มีความมุ่งหวังที่จะเข้ามามีส่วนร่วม  หรือมีส่วนแบ่งทางการตลาด  ดังนั้นจึงเป็นภาวะที่คุกคาม  ซึ่งจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอุปสรรคที่เข้ามาและภาวะการตอบโต้ขององค์การ  โดยสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ที่เข้ามาใหม่ ได้แก่

          Ecomies of Scale ความประหยัดที่เกิดจากการผลิตจำนวนมาก (Economies of Scale) ทำให้คู่แข่งต้องมีการผลิตที่มีขนาดใหญ่พอ  จึงจะสามารถต่อสู้กับกิจการเดิมได้

          ความแตกต่างของสินค้า Differentiation หรือ ขนาดของทุน Capital Requirement  เนื่องจากผู้ที่เข้ามาใหม่จะต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงมากในด้านต่าง ๆ เป็นต้น  เหล่านี้เป็นตัวอย่างของอุปสรรคสำหรับผู้ที่เข้ามาใหม่  ซึ่งนักบริหารจะต้องสร้างภาวะการตอบโต้  โดยอาศัยความได้เปรียบด้านอุปสรรคของผู้เข้ามาใหม่ในด้านต่าง ๆ

• การวิเคราะห์ผู้ซื้อ (Buyer) ผู้บริหารในองค์การภาครัฐ และภาคเอกชน  จะต้องให้ความสำคัญกับลูกค้า  เนื่องจากองค์การจะต้องเผชิญกับอำนาจการต่อรองของลูกค้า  ในเรื่องของปริมาณ  คุณภาพ  และราคา

• การวิเคราะห์ผู้จัดส่งวัตถุดิบ (Supplier) ผู้จัดส่งวัตถุดิบจะมีความสำคัญเนื่องจากองค์การจะต้องเผชิญกับพลังการต่อรองของผู้จัดส่งวัตถุดิบเช่นเดียวกับลูกค้า  ดังนั้นผู้บริหารทั้งองค์การภาครัฐและองค์การภาคเอกชน  จะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับกับพลังการต่อรองนั้น

• การวิเคราะห์สินค้าทดแทน (Substitute) การมีสินค้าหรือบริการทดแทนทำให้องค์การต่าง ๆ จะต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า  ราคา  และบริการที่นำเสนอให้กับลูกค้า  เนื่องจากการละเลยความสำคัญดังกล่าวจะทำให้องค์การเสียเปรียบต่อคู่แข่งได้

• การวิเคราะห์คู่แข่ง (Rival) คู่แข่งมีความสำคัญอย่างยิ่งที่นักบริหารจะต้องคำนึงถึง   เนื่องจากนักบริหารจะต้องใช้กลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง  การละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับคู่แข่งจะหมายถึงความพ่ายแพ้

โดยสรุปแล้วการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกหรือสภาพแวดล้อมภายนอกนี้จะทำให้ทราบถึงโอกาสหรืออุปสรรคทางธุรกิจขององค์การ

โอกาส : การผสมผสานระหว่างเหตุการณ์ เวลา สถานที่ ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นประโยชน์ต่อองค์การ มาทำให้องค์การมีสมรรถนะที่จะดำเนินการบางอย่างที่เหนือกว่าคู่แข่ง
อุปสรรค : เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และถ้าเกิดขึ้นก็จะทำความเสียหายให้แก่องค์การ
การวิเคราะห์ภายในขององค์การนั้น  จะทำให้ทราบถึงจุดอ่อนและจุดแข็งขององค์การ  ช่วยให้ประเมินอดีตและแนวโน้มในปัจจุบัน  การวิเคราะห์ภายในสามารถทำได้โดยการวิเคราะห์ปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ (Critical success factor) การวิเคราะห์ (Value chain) และวิเคราะห์กระบวนการหลัก (Core business process) ซึ่งจะทำให้องค์การมีความสามารถหลักที่โดดเด่น (Core competency)

• การวิเคราะห์ปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ (Critical success factor) สามารถทำได้โดยการวิเคราะห์ลักษณะของกิจการ  ตำแหน่งทางการแข่งขัน  สภาพแวดล้อมทั่วไป  และการพัฒนาองค์การ

• การวิเคราะห์ห่วงโซ่ค่านิยม (Value chain) เป็นการพยายามเชื่อมโยงกิจกรรมหลัก และกิจกรรมย่อยขององค์การ  โดยการพยายามจัดกิจกรรมย่อยให้สนับสนุนกิจกรรมหลัก  เพื่อจะสร้างคุณค่าที่สนองตอบกับค่านิยมของลูกค้า  โดยสายงานหลักจะทำหน้าที่ในการผลิตกิจกรรมพื้นฐาน ประกอบไปด้วย  การนำเข้าวัตถุดิบ  การผลิตสินค้าและบริการ  การตลาด  และการให้บริการลูกค้า  ส่วนสายงานสนับสนุนจะทำหน้าที่ในการจัดการทรัพยากรมนุษย์  การพัฒนาเทคโนโลยี  การการจัดซื้อวัตถุดิบ  เนื่องจากการวิเคราะห์ห่วงโซ่ค่านิยม  จะทำให้องค์การได้รับรู้ถึงค่านิยมของลูกค้าได้อย่างชัดเจน    ทำให้สามารถวิเคราะห์และเชื่อมโยงค่านิยมของลูกค้า  เข้าสู่กิจกรรมทุกกิจกรรมขององค์การ

• การวิเคราะห์กระบวนการหลัก (Core business process) และระบบการดำเนินงาน เป็นกระบวนการสร้างคุณค่าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้จัดหาวัตถุดิบ  องค์การ  และลูกค้าเข้าด้วยกัน  โดยมีกระบวนการหลักขององค์การ  เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการ  และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

โดยสรุปแล้วการวิเคราะห์ปัจจัยภายในหรือสภาพแวดล้อมภายในนี้จะทำให้ทราบถึงจุดแข็งหรือจุดอ่อนทางธุรกิจขององค์การ

จุดแข็ง : ลักษณะหรือองค์ประกอบขององค์การที่มีสมรรถนะเหนือกว่า
จุดอ่อน : ลักษณะหรือองค์ประกอบขององค์การที่มีสมรรถนะด้อยกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
การจัดการเชิงกลยุทธ์จะนำไปสู่การเพิ่มโอกาสของความสำเร็จและความล้มเหลวขององค์การได้อย่างไรนั้นมีหลักสำคัญดังนี้

          1. การจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทาง ภารกิจ และวัตถุประสงค์ขององค์การธุรกิจอย่างเป็นระบบ  ดังนั้นการจัดการเชิงกลยุทธ์จึงเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางขององค์การ  และช่วยให้นักบริหารปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม  การตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น  ทำให้นักบริหารสามารถกำหนดวัตถุประสงค์และทิศทางการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม  สอดคล้องกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงได้

          2. การจัดการเชิงกลยุทธ์ยังนำไปสู่การจัดการความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น  เนื่องจากมีการเตรียมรับกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงไว้แล้ว  ทำให้องค์การค้นหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดต่อองค์การ  ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง  ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นการกำหนดวิธีการหรือแนวทางในการดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ขององค์การที่ตั้งไว้

          3. การจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นการนำแนวทางในการดำเนินองค์การที่คิดค้นสร้างสรรค์ขึ้น  และนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย  ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักบริหาร

          4. การวางแผนกลยุทธ์เป็นหน้าที่หลักของนักบริหาร  เนื่องจากต้องวางแผนประยุกต์ใช้  และกำหนดทิศทางในการดำเนินงานขององค์การ  การจัดทำและปฏิบัติให้สอดคล้องตามแผนกลยุทธ์จึงมีความสำคัญโดยเฉพาะในระยะยาว  ดังนั้นความสามารถในการกำหนดกลยุทธ์ของนักบริหาร  และความสามารถในการควบคุมให้การปฏิบัติเป็นไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้ได้  จะเป็นสิ่งสะท้อนศักยภาพและและสะท้อนของผู้บริหารได้เป็นอย่างดี

          5. การจัดการเชิงกลยุทธ์ทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน จะช่วยสร้างประสิทธิภาพและศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ธุรกิจ  และเสริมสร้างการพัฒนาขีดความสามารถทางการบริหารของนักบริหาร  รวมทั้งช่วยเตรียมความพร้อมและพัฒนาบุคลากรที่อยู่ภายในองค์การ  เนื่องจากการพัฒนาเชิงกลยุทธ์จะต้องมีการสร้างความเข้าใจและแนวทางในการเตรียมพร้อม  เพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นของสภาพแวดล้อมและคู่แข่ง  นอกจากนี้แล้วการจัดการเชิงกลยุทธ์ยังช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในองค์การเข้าใจในภาพรวม  โดยเฉพาะเป้าหมายในการดำเนินงานทำให้สามารถจัดลำดับการดำเนินงานตามลำดับความสำคัญเร่งด่วนได้

          6. การจัดการเชิงกลยุทธ์ช่วยให้การทำงานเกิดความสอดคล้องในการปฏิบัติหน้าที่  เนื่องจากมีการกำหนดกลยุทธ์  การประยุกต์ใช้  และการตรวจสอบควบคุมไว้อย่างชัดเจน  ทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันและเกิดความร่วมมือ  โดยเฉพาะความเข้าใจในวัตถุประสงค์ขององค์การ  อีกทั้งจะช่วยให้มีการจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับการบริหารองค์การในส่วนต่าง ๆ
หมายถึงการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) วัตถุประสงค์ (Objective) เป้าหมาย (Goal) ขององค์การในระยะสั้นและระยะยาว จากนั้นจึงวางแผนทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้องค์การสามารถดำเนินงานตามพันธกิจ  อันนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้

          นอกจากนี้เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งอาจก่อให้เกิดโอกาส  หรืออุปสรรคแก่องค์การได้  องค์การจึงจำเป็นต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมภายในขององค์การ  เพื่อหาจุดแข็งหรือจุดอ่อนในการที่จะสามารถหลีกเลี่ยงจากอุปสรรคหรือใช้ประโยชน์จากโอกาสที่มีอยู่นั้นได้  ดังนั้นการจัดการเชิงกลยุทธ์จึงเป็นการบริหารโดยคำนึงถึง

1. ลักษณะการดำเนินงานขององค์การ
2. ลักษณะธุรกิจในอนาคต
3. สภาพแวดล้อม
4. การจัดสรรทรัพยากร
5. การปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์
แนวคิดที่สำคัญในการจัดการเชิงกลยุทธ์

          แนวคิดพื้นฐานที่สำคัญของการจัดการเชิงกลยุทธ์ คือการกำหนดภารกิจ  วัตถุประสงค์และเป้าหมายของกิจการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  โดยการจัดการเชิงกลยุทธ์และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์จะมีผลต่อการดำเนินงานในระยะยาว

          ดังนั้นองค์การจึงต้องมีการวางแผนการทำกิจกรรมต่าง ๆ  เพื่อให้การดำเนินงานตามภารกิจบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้  ทั้งนี้เพื่อให้ตอบสนองต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคและบดบังโอกาสในการก้าวหน้าขององค์การได้

          ฉะนั้นองค์การจึงต้องพิจารณาถึงจุดแข็งที่มีอยู่แล้วนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์  และพิจารณาถึงจุดอ่อนขององค์การเพื่อหาแนวทางขจัดจุดอ่อนเหล่านั้นเสีย
ในแนวคิดด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์นั้น จะมีความแตกต่างไปจากการจัดการโดยทั่วไป ซึ่งมักจะศึกษาถึงบทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร  ตามกระบวนการหรือขั้นตอนต่าง ๆและเน้นหนักไปที่การจัดการและการบริหารภายในองค์การ  แต่การจัดการเชิงกลยุทธ์จะให้ความสำคัญกับปัจจัยต่าง ๆ โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกองค์การ  หรือสภาวะแวดล้อมภายนอกด้านต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแข่งขัน  คำนึงถึงการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว  และสภาวะการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

          การจัดการกลยุทธ์ยังคำนึงถึงความความสำคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์การ (Stakeholders) และการจัดการเชิงกลยุทธ์ยังทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงประสานหน่วยต่าง ๆ ในองค์การให้สามารถบริหารจัดการเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การร่วมกัน
อัตราส่วนกำไร (profitability ratios) แสดงให้เห็นประสิทธิภาพของผู้บริหารในการควบคุมต้นทุนในด้านต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดกำไร
4.1 อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (gross profit) แสดงให้เห็นประสิทธิภาพของผู้บริหารในการควบคุมต้นทุนการผลิต
ถ้าอัตราส่วน gross profit เพิ่มมากขึ้น แสดงว่าผู้บริหารมีประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงได้ ต้นทุนการผลิตคือ ต้นตุนที่เกิดจากของเสียระหว่างการผลิต เวลาการผลิต การซ่อมแซมเครื่องจักรและการบำรุงรักษา ซึ่งถ้าควบคุมต้นทุนการผลิตทั้ง 3 ตัวนี้ได้ จะทำให้กำไรขั้นต้นสูงขึ้น
4.2 Net Profit เป็นประสิทธิภาพของผู้บริหารในการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขายและในการบริหาร เพื่อทำให้กำไรสุทธิเพิ่มมากขึ้น
ถ้า Net Profit Margin สูง แสดงว่าผู้บริหารสามารถควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารให้ต่ำลงได้ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขาย ต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่สินค้าคงคลัง
ต้นทุนในการบริหารอยู่ที่ management เรื่องของการติดต่อสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพเรื่องของการใช้แรงจูงใจ เรื่องของการมีผู้บริหารระดับกลางมากเกินไป ดังนั้นจะต้องทำให้องค์กรแบนราบลง ซึ่งถ้าองกรแบนราบลงแล้วใช้ Empowerment แล้วจะทำให้สายบังคับบัญชาสั้นลง แต่ span of control (ขนาดของการควบคุม) ก็จะกว้างขึ้น จะทำให้ประหยัดต้นทุนในการบริหารได้
4.3 ROA หรือ ROE (Return on Assets ; Return on Equity) คือการใช้สินทรัพย์ทั้งหมดให้เกิดกำไรสุทธิ จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของผู้บริหารในการใช้สินทรัพย์เพื่อก่อให้เกิดกำไรสุทธิ
ถ้าอัตราส่วน ROA หรือ ROI สูงแสดงว่าผู้บริหารสามารถใช้สินทรัพย์ทั้งหมดให้เกิดกำไรสุทธิได้ดี จะทำให้ ROI กับROA สูงขึ้นได้ จะต้องให้มีกำไรมากๆซึ่งจะมีกำไรได้จะต้องมาก และใช้สินทรัพย์ให้น้อยลง
4.4 ROE--Return on Equity ประสิทธิภาพของผู้บริหารในการใช้ส่วนของผู้ถือหุ้นให้เกิดกำไรมากที่สุด หรือประสิทธิภาพของผู้บริหารในการตอบแทนผู้ถือหุ้นให้ได้มากที่สุด
การจะทำให้ ROE สูงขึ้นได้โดยการทำให้กำไรสุทธิสูงแต่ส่วนผู้ถือหุ้น (equity) ต่ำโดยการกู้มาลงทุน แต่จะกู้มากก็ไม่ได้เพราะจะกระทบกับ debt ratio และ TIE

ฺBreakingnews

  • นโยบายการตั้งราคาแบ่งออกเป็น - - นโยบายราคาเพียงราคาเดียว (One Price Policy) เป็นการเสนอขายสินค้า หรือบริการในราคามาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะซื้อมากหรือน้อยก็ตาม เช่น ราคาน้ำมัน...
    7 ปีที่ผ่านมา
  • การจัดการเชิงกลยุทธ์ - 1. เป็นการกำหนดกรอบหรือทิศทางการทำงานขององค์กรให้ชัดเจน โดยการเขียนวัตถุประสงค์ของ องค์กรไว้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้เลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู...
    7 ปีที่ผ่านมา
  • BCG Matrix - BCG Matrix ผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหา (Question Mark) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการเจริญเติบโตของยอดขายสูง แต่ส่วนครองตลาดเปรียบเทียบต่ำ โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นผลิตภัณ...
    9 ปีที่ผ่านมา
  • แนวข้อสอบเทคโนโลยีชีวภาพ - แนวข้อสอบเทคโนโลยีชีวภาพ * 1. ข้อใดหมายถึงลักษณะทางพันธุกรรม ก. ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ควบคุมโดยยีน ข. ลักษณะซึ่งถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อไป ค...
    9 ปีที่ผ่านมา